วันเสาร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

บันทึกอนุทินครั้งที่ 7
วันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2563
เวลาเรียน 8:30 น.-11:30 น.
เวลาเข้าสอน 9:00 น. เวลาเลิกเรียน11:30 น.
🧑ว่าที่ ร.ต.กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด อาจารย์บาส🧑

ในวันนี้ไม่มีการเรียนการสอนเนื่องจากอาจารย์ไม่สบาย 
แต่อาจารย์ได้สั่งงานให้ศึกษาค้นคว้าวิจัยเป็น
กลุ่มและนำไปนำเสนอในคาบหน้าค่ะ





วันอาทิตย์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

บันทึกอนุทินครั้งที่ 6
วันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2563
เวลาเรียน 8:30 น.-11:30 น.
เวลาเข้าสอน 9:00 น. เวลาเลิกเรียน11:30 น.
🧑ว่าที่ ร.ต.กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด อาจารย์บาส🧑

✅การเรียนการสอนในวันนี้✅
😁วันนี้เริ่มต้นการเรียนการสอนด้วยการพรีเซนต์งาน บทความเกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็กปฐมวัย ซึ่งจะพรีเซนต์ตามลำดับของแต่ละคนจากการส่งงานไล่มาจากลำดับท้ายสุดไปลำดับแรกสุด😁



📌📌📌ซึ่งดิฉันได้นำเสนเป็นคนที่ 8 ค่ะ
หลังจากเพื่อนๆนำเสนอเสร็จแล้วอาจารย์ก็สั่งงานให้สรุปบทคามของเพื่อนจำนวน 5 คน 
รวมตัวเองด้วยค่ะ📌📌📌


1. บทความของดิฉันเอง 
นางสาวเรวดี แขวงรถ
เรื่อง ลักษณะพฤติกรรม การเล่นของ เด็กปฐมวัย
สรุปได้ดังนี้ค่ะ
เด็กแต่ละวัยจะมีการเล่นที่แตกต่างกันไปตามระดับพัฒนาการและประสบการณ์ที่เด็กได้รับจากสภาพแวดล้อม พฤติกรรมการเล่นของเด็กมีการพัฒนาไปตามลำดับขั้นตอนอย่างต่อเนื่องตามวุฒิภาวะและความพร้อมทั้งร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาของเด็ก

1. พฤติกรรมการเล่นของเด็กวัย 0-1 ปี
เด็กวัยนี้ในช่วงแรกเกิด -3 เดือน จะยังไม่สนใจกับการเล่นมากนัก แต่มักจะเริ่มพัฒนาประสาทสัมผัสการมองเห็นและได้ยิน การแขวนของเล่นที่สดใสที่แกว่งไกวแล้วมีเสียงกรุ๋งกริ๋งช่วยให้เด็กกรอกสายตา ฝึกการมองเห็นและการฟังได้สังเกตความเคลื่อนไหว
นอกจากนี้เด็กจะชอบฟังเสียงของคำและจังหวะกระแทกๆ ของการเน้นคำด้วยเสียงต่ำ การเล่นร้องบทกลอนง่ายๆ



2. พฤติกรรมการเล่นของเด็กวัย 1-2 ปี
เด็กวัยนี้เริ่มเดินได้เองบ้าง แม้จะไม่มั่นคงนัก แต่ก็ชอบเกาะเครื่องเรือนเดินจากที่หนึ่งไปยังอีกทีหนึ่ง ทำให้ได้เรียนรู้ถึงระยะทาง และฝึกการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อต่างๆ
นอกจากนี้ เด็กชอบเล่นน้ำ เล่นทราย เป็นการพัฒนาความรู้สึกในการสัมผัส และการฝึกการใช้กล้ามเนื้อ นิ้วมือ มือ แขน


3. พฤติกรรมการเล่นของเด็กวัย 2-4 ปี
เด็กวัยนี้อยากรู้อยากเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง เด็กเคลื่อนไหวได้คล่องขึ้น และทรงตัวได้ดี เพราะกล้ามเนื้อแขนขาแข็งแรงมากขึ้น ทำให้ชอบเล่นที่ออกแรงมากๆไมว่าจะเป็นวิ่งเล่น กระโดด ปีนป่าย ม้วนกลิ้ง เตะ ขว้างลูกบอล และขี่จักรยานสามล้อ เป็นการฝึกกล้ามเนื้อใหญ่ให้แข็งแรงและเคลื่อนไหว กระฉับกระเฉงขึ้น
 นอกจากนี้เด็กสนใจฟังนิทาน เรื่องเล่า และดูหนังสือภาพ ชอบแสดงท่าทางประกอบเรื่องราวต่างๆและเคลื่อนไหวตามจังหวะเสียงเพลง ในช่วงวัยนี้เด็กเริ่มเล่นกับเด็กอื่นมากขึ้นและทำงานเป็นกลุ่มได้






4.พฤติกรรมการเล่นของเด็กวัย 4-6 ปี

เด็กวัยนี้มีความพร้อมในด้านต่างๆ มากขึ้นมีการเคลื่อนไหวของร่างกายคล่องแคล่วขึ้น ชอบเล่นกลางแจ้งกับเครื่องเล่นสนาม และเครื่องเล่นที่มีลูกล้อขับขี่ได้ สามารถเล่นของเล่นที่ใช้มือจับได้ดีขึ้น

ชอบทดสอบทดลองด้วยตนเอง สนใจตัวหนังสือและเขียนชื่อตัวเอง เขียนตัวเลขได้ และรู้จักนับ รู้จักเปรียบเทียบ 




2.บทความของ
นางสาว นฤมล ซุ้ยขาว
เรื่อง 

           วิธีควบคุมอารมณ์เด็กที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง

        สรุปได้ดังนี้
1.เกิดจากพฤติกรรมตามวัย ในเด็กเล็กอายุ 2-5 ปี จะยังไม่มีพัฒนาการทางอารมณ์ ขาดการควบคุม เอาแต่ใจตนเอง จึงทำให้เกิดการแสดงออกที่ก้าวร้าวออกมาในบางครั้ง
2. เกิดจากภาวะบกพร่องทางสมองและร่างกาย

มีความผิดปกติในส่วนของสมองที่ส่งผลให้ส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์ 
ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมที่ก้าวร้าวรุนแรง 
3. เกิดจากสภาวะจิตใจ

เกิดได้ทั้งวัยเด็กจนไปถึงวัยรุ่น เนื่องจากมีเรื่องให้กังวล เครียด ด้วยความที่ยังเป็นเด็กทำให้ขาดวุฒิภาวะทางอารมณ์ ทำให้ต้องระบายออกด้วยคำพูดหรือการกระทำที่รุนแรง
4.เกิดจากการเลี้ยงดู
เด็กที่มาจากครอบครัวที่ตามใจ ไม่เคยมีระเบียบวินัยในตนเอง เมื่อต้องมาใช้ชีวิตในสังคมหากต้องปฏิบัติตามกฎก็จะรู้สึกต่อต้าน แสดงออกอย่างรุนแรง คิดว่าตนเองถูกบังคับ 
แท้จริงคือถูกตามใจจนเคยตัวนั่นเอง
5.เกิดจากสภาวะแวดล้อมเด็กที่เล่นคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ 
หรือโทรทัศน์นานกว่า 2 ชั่วโมงต่อวันจะมีพฤติกรรมเลียนแบบ
6.ก่อนอื่นพ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลต้องใจเย็น เอาน้ำเย็นเข้าลูบ 
หากเราอารมณ์ร้อนและก้าวร้าวตอบเด็กจะยิ่งไปกันใหญ่ จากนั้นค่อยเดินเข้าหาด้วยความหนักแน่น ดูเอาจริงเอาจัง หากเขากำลังทำร้ายตนเอง


3.บทความของ

นางสาวกรรณิการ์ แสงสูง

เรื่อง ปัญหาพฤติกรรม และอารมณ์ในเด็ก และแนวทางแก้ไขตามหลักการปรับพฤติกรรมทางด้านจิตวิทยา

สรุปได้ดังนี้

พฤติกรรมก้าวร้าว
1.จับมือเด็กไว้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย เพื่อให้เด็กหยุดทำพฤติกรรม แล้วพาเด็กไปอยู่ในมุมหรือห้องที่เงียบสงบไม่มีของเล่น
2.ไม่ตำหนิ ประชดประชัน ดุด่า เนื่องจากเด็กอาจไม่เข้าใจสิ่งที่ผู้เลี้ยงดูต้องการให้เด็กทำ
3.ไม่ลงโทษรุนแรงเพื่อให้เด็กหยุด เพราะอาจทำให้เกิดความรุนแรงมากขึ้น
4.เมื่อเด็กใช้พฤติกรรมรุนแรงเพื่อเรียกร้องหรือต่อรองให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ อย่าให้ในสิ่งที่ต้องการ ควรหยุดพฤติกรรมโดยจับมือเด็กไว้ เมื่ออารมณ์สงบจึงชวนให้เด็กทำกิจกรรมสร้างสรรค์อื่นๆ
พฤติกรรมแยกตัว ไม่สนใจเล่นกับเพื่อน
1.พาเด็กไปเล่นกับเด็กคนอื่น
2.สอนการเล่นกับเด็กอื่นให้ดู เช่น จับมือหยิบของเล่นแล้วยื่นให้เด็กอื่น แบ่งขนมให้เด็กอื่น
3.พาเด็กไปร่วมกิจกรรมกลุ่มที่มีเด็กวัยเดียวกันอยู่ เช่น ศูนย์เด็กเล็ก สวนสาธารณะ
4.ถ้าเด็กเดินเข้าไปหาเด็กอื่น รีบให้รางวัลเพื่อเป็นสิ่งเสริมแรง
5.ให้ญาติหรือคนใกล้ชิดที่มีช่วงวัยใกล้เคียงกันชวนเด็กไปเล่นบ้าง
อารมณ์ฉุนเฉียว
จับมือเด็กไว้เบาๆ แสดงสีหน้าเรียบเฉย พร้อมบอกเด็กว่า “ลุกขึ้น” ออกแรงดึงเล็กน้อย ถ้าเด็กต้านไม่ควรดึงเด็กขึ้นมา แต่ยังจับมือเด็กไว้
ไม่ควรให้ของที่เด็กต้องการเมื่อเด็กแสดงอารมณ์ฉุนเฉียว ควรให้เมื่อเด็กมีอารมณ์สงบลงแล้ว
พฤติกรรมแยกจากผู้เลี้ยงดูได้ยาก
ให้เด็กเล่นของเล่นหรือกินของที่ชอบตามลำพังหรือเล่นกับคนอื่น จากนั้นผู้เลี้ยงดูค่อยๆ แยกห่างจากเด็ก โดยยังอยู่ในระยะที่เด็กมองเห็น ค่อยๆเพิ่มระยะเวลาของการแยก จาก 1  นาที เป็น 2 นาที และเพิ่มเวลาขึ้นไปเรื่อยๆ
พฤติกรรมซน ไม่อยู่นิ่ง
ลดสิ่งเร้าที่ทำให้เด็กไม่มีสมาธิ เช่น การดูโทรทัศน์ตามลำพัง เนื่องจากภาพในโทรทัศน์เป็นภาพเคลื่อนไหวเร็ว หากจำเป็นต้องดูควรมีผู้เลี้ยงดูคอยแนะนำหรือพูดคุยกับเด็กด้วย
พฤติกรรมไม่สบตา
เรียกชื่อทุกครั้งเมื่อต้องการพูดคุยกับเด็กหรือต้องการให้เด็กละสายตาจากการมองแบบได้จุดหมาย
พฤติกรรมจำกัด ชอบโยกตัว สะบัดมือ
ไม่ด่าทอ ดุว่า ตำหนิ ประชดประชัน หรือลงโทษรุนแรง
เบี่ยงเบนพฤติกรรมโดยให้เด็กทำกิจกรรมที่สร้างสรรค์ เช่น ถ้าเด็กนั่งโยกตัวให้พาไปเล่นชิงช้า ถ้าเด็กชอบสะบัดมือให้ร้อยลูกปัดหรือเล่นลูกบิด

4.บทความของ
นางสาวพลอยไพลิน ขวัญเมือง.
เรื่อง 

10 วิธีปรับพฤติกรรมเด็กดื้อเด็กซน

สรุปได้ดังนี้
1. ปรับสิ่งแวดล้อม ผู้เลี้ยงดูควรปรับสิ่งแวดล้อมให้ปลอดภัยสำหรับเด็ก เพื่อเป็นการป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้น และจะได้ไม่ต้องเหนื่อยในการห้ามปรามหรือพูดสั่งเด็กบ่อยๆ ว่า “ไม่” “ทำไม่ได้” “อย่านะ” 
2. จัดกิจวัตรประจำวันให้สม่ำเสมอ เช่น จัดตารางการกิน การนอนให้เป็นเวลา เพื่อช่วยให้เด็กปรับตัวได้ง่ายขึ้น ร่วมมือมากขึ้นในการทำกิจวัตรต่างๆ
3. เบี่ยงเบนความสนใจ เป็นวิธีที่ได้ผลดีในเด็กเล็ก เพราะเด็กยังมีความสนใจ หรือสมาธิค่อนข้างสั้น จึงสามารถใช้วิธีเบี่ยงเบนให้เด็กหันไปสนใจอย่างอื่นแทน 
4. ชี้แนะ โดยการบอกหรือสอนให้เด็กรู้ว่าอะไรทำได้หรือทำไม่ได้ 
และหาทางออกให้เด็กรู้ด้วยว่าควรทำอย่างไรแทน
5. ไม่สนใจหรือเพิกเฉย ใช้เพื่อหยุดพฤติกรรมที่ไม่ต้องการ โดยที่พฤติกรรมนั้นต้องไม่เป็นอันตรายต่อตัวเด็กเอง ต่อผู้อื่นหรือสิ่งของ เช่น เมื่อเด็กร้องไห้อาละวาดอยู่ที่พื้นเพราะไม่ได้ดั่งใจ 
ไม่ควรตามใจเด็ก ควร ปล่อยให้เด็กร้องไปเรื่อยๆ และทำเป็นไม่สนใจ
6. การให้ได้รับผลตามธรรมชาติและการให้รับผิดชอบผลของการกระทำ จะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนเองต่อไป
7. การเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับเด็ก อย่างที่กล่าวแล้วข้างต้น เด็กวัยนี้ชอบเลียนแบบพฤติกรรมผู้ใหญ่อยู่แล้ว การที่ผู้ใหญ่หรือคนในบ้านแสดงพฤติกรรมที่ดีอย่างสม่ำเสมอ
8. การแยกให้อยู่ตามลำพังชั่วคราว (Time out) ใช้ได้ผลดีในเด็กอายุประมาณ 2-10 ปี 
เมื่อเด็กทำพฤติกร
9. การให้แรงเสริมทางบวก คือการให้คำชมเชยผ่านทางคำพูดหรือการแสดงออกทางสีหน้า ท่าทาง เช่น การโอบกอด ลูบศีรษะ 
การชมเด็กควรทำด้วยความจริงใจและเจาะจงกับพฤติกรรมที่เด็กทำด้วย 
รมไม่เหมาะสม 
10. การลงโทษ (Punishment) โดยทั่วไปไม่ควรใช้การลงโทษเป็นวิธีแรกหรือบ่อยๆ เพราะจะทำให้เด็กไม่เข้าใจ เสียความสัมพันธ์ต่อกันได้

5.บทความของ
นางสาววิลาสินี แสงระยับ
เรื่อง พฤติกรรมเลียนแบบของลูก ควรดูแลอย่างใกล้ชิด
สรุปได้ดังนี้


เด็กๆ จะมี พฤติกรรมการเลียนแบบผู้ใหญ่ หรือเลียนแบบเพื่อนและคนรอบตัว เมื่ออายุประมาณ 2-3ขวบ ซึ่งพฤติกรรมเลียนแบบนี้ มีตั้งแต่การเลียนแบบการพูด ท่าทางต่างๆ การเล่น การกิน และทุกๆอย่าง เด็กวัยนี้ยังไม่รู้จักแยกแยะว่าสิ่งไหนดีหรือไม่ดี
พฤติกรรมเลียนแบบ ในบางครั้งมาจากการดูทีวีของลูก คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกรายการที่เหมาะสมให้ลูกดู รายการทีวีบางรายการ มีการใช้ภาษาและภาพที่ไม่เหมาะสมกับเด็ก เด็กอาจจะลอกเลียนแบบได้เพราะเค้ายังไม่สามารถแยกแยะว่าสิ่งไหนถูกหรือผิด
จากคำพูดที่ว่า “เด็ก คือกระจกเงาของผู้ใหญ่” นั้น พฤติกรรมของผู้ใหญ่มีผลกับเด็กอย่างมาก หากผู้ใหญ่ไม่สามารถเป็นตัวอย่างที่ดีได้ เด็กก็จะซึมซับและเลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่ดีนั้น และแสดงออกมาอย่างไม่เหมาะสม ดังนั้น หากต้องการให้ลูกเลียนแบบในสิ่งที่ดี คุณพ่อคุณแม่เองจะต้องทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดี

การประเมิน
1.ประเมินอาจารย์
อาจารย์ได้อธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมจากบทความที่เพื่อนนำเสนอเพื่อความเข้าใจมากขึ้นค่ะ 
2.ประเมินตัวเอง
ดิฉันคิดว่าดิฉันตั้งใจนำเสนองานชิ้นนี้มากๆค่ะ อาจจะมีตื่นเต้นบ้างและพดผิดบ้างเล็กน้อย ครั้งหน้าดิฉันจะทำให้ดีกว่านี้ค่ะ
3.ประเมินเพื่อน
เพื่อนๆทุกคนตั้งใจฟังที่เพื่อนนำเสนองาน และไม่พูดคุยเสียงดังค่ะ


🙏🙏🙏

บันทึกอนุทินครั้งที่ 5
วันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2563
เวลาเรียน 8:30 น.-11:30 น.
เวลาเข้าสอน 9:00 น. เวลาเลิกเรียน11:30 น.
🧑ว่าที่ ร.ต.กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด อาจารย์บาส🧑

🔰การเรียนการสอนในวันนี้🔰
ในวันนี้อาจารย์ได้สอนเกี่ยวกับเรื่อง




📌📌การเรียนการสอนด้วยเรื่อง วิธีการศึกษาพฤติกรรมเด็กปฐมวัย
ซึ่งมีวิธีการศึกษาพฤติกรรมเด็กอยู่ 7 วิธี📌📌
1.การทดลอง
2.การสำรวจ
3.วิธีการตรวจสอบจิตตนเอง
4.วิธีทางคลินิก
5.การสังเกตอย่างมีระบบ
6.การใช้แบบสอบถาม
7.การทดสอบทางจิตวิทยา


1. การทดลอง   

เป็นการศึกษาพฤติกรรมในทางจิตวิทยาที่เป็นวิทยาศาสตร์สูงมาก โดยมุ่งศึกษาความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลระหว่างเหตุการณ์สองเหตุการณ์ และเหตุการณ์ที่เป็นเหตุ เรียกว่า ตัวแปรอิสระ  ส่วนเหตุการณ์ที่เป็นผล เรียกว่า ตัวแปรตาม  การปฏิบัติต่อตัวแปรอิสระ เรียกว่า การจัดกระทำ 

2.การสำรวจ
เป็นการศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์เช่นกัน แม้ว่าจะไม่เข้มข้นนักก็ยังมีวิธีการศึกษาตัวแปรเหมือนการทดลอง แต่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรจะเป็นเหตุเป็นผลแก่กันไม่ได้ และผู้ศึกษาไม่มีการจัดกระทำต่อตัวแปร กระทำเพียงแค่ศึกษาตัวแปรอย่างมีระบบในสถานการณ์ที่พบ การสำรวจ จำเป็นต้องอาศัยเครื่องมือ ที่มีทั้งความเชื่อถือได้ (Reliability) ความเที่ยงตรง (Validity) รวมทั้งกลุ่มตัวอย่างที่ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการที่เหมาะสมเพื่อให้เป็นตัวแทนที่ดีของประชากร
3. วิธีการตรวจสอบจิตตนเอง 
  วิธีการตรวจสอบจิตตนเอง หรือ วิธีการพินิจภายในนี้ หมายถึง วิธีการที่บุคคลสังเกตตนเองหรือสำรวจตนเอง โดยการให้บุคคลพิจารณาความรู้สึกของตนเอง สำรวจตรวจสอบตนเอง แล้วรายงานถึงสาเหตุและความรู้สึกของตนเองออกมา ซึ่งในการตรวจสอบจิตตนเอง บางครั้งอาจใช้วิธีการนึกย้อนทบทวนไปถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และฝังใจหรือประทับใจในอดีต อาจกลายเป็นปมขัดแย้ง ซึ่งเป็นสาเหตุทาให้เกิดพฤติกรรมนั้น ๆ 
4. วิธีทางคลินิก
     เป็นการศึกษาพฤติกรรมแบบลึก (In-Depth Study) รายใดรายหนึ่งโดยใช้เครื่องมือหลาย ๆ อย่าง เพื่อให้ได้ข้อมูลหลาย ๆ ด้าน และใช้ระยะเวลานานเพื่อให้ทราบสาเหตุของพฤติกรรมของบุคคลนั้น ๆ ตลอดจนได้ข้อความรู้ใหม่ ๆ ที่จะนำไปใช้กับกรณีอื่น ๆ ได้ นักจิตวิทยาจะไม่เพียงแต่ศึกษาเรื่องตามที่คนไข้เล่าให้ฟังเท่านั้น ยังต้องมีการเก็บรวบรวมข้อมูลจากประสบการณ์ในอดีต ชีวประวัติ ศึกษาความสัมพันธ์ในครอบครัวและสิ่งแวดล้อมเพื่อดูภูมิหลังทางสังคมของคนไข้ โดยใช้เครื่องมือต่างๆ เช่น การทดสอบ การศึกษารายกรณี การสังเกต การสัมภาษณ์ สังคมมิติ การทดสอบทางจิตวิทยา อาทิ การทดสอบบุคลิกภาพ การฉายจิต เพื่อศึกษาเจตคติ ความต้องการทางอารมณ์และทางจิตใจ เพื่อดูสาเหตุของความผิดปกติทางบุคลิกภาพนั้นๆ ว่ามีสาเหตุที่แท้จริงมาจากอะไร
5. การสังเกตอย่างมีระบบ 
   พฤติกรรมเป็นจำนวนไม่น้อยจำเป็นต้องศึกษาในสถานการณ์ปกติที่สถานการณ์นั้นเกิดขึ้น โดยการเฝ้าสังเกตและบันทึกพฤติกรรมของกลุ่มตัวอย่างซึ่งเรียกว่า การสังเกตอย่างมีระบบวิธีการนี้ต้องนิยามพฤติกรรมที่จะสังเกตให้ชัดเจนและวัดได้ เรียกว่า นิยามปฏิบัติการ
6. การใช้แบบสอบถาม 
           การใช้แบบสอบถามเหมาะสำหรับในการศึกษาพฤติกรรมของบุคคลที่มีจำนวนมาก ๆ และต้องการคำตอบอย่างรวดเร็ว ทำให้ประหยัดเวลาค่าใช้จ่ายอื่น ๆ แบบสอบถามทีใช้จะต้องเป็นเครื่องมือที่มีความเป็นมาตรฐาน มีคุณภาพ มีความเที่ยงตรง มีความเชื่อมั่นได้ สามารถวัดในสิ่งที่เราต้องการจะวัด ในการให้ตอบแบบสอบถามมักจะถามเกี่ยวกับเจตคติเกี่ยวกับเรื่องที่ต้องการจะทราบ เมื่อรวบรวมข้อมูลจากการตอบแบบสอบถามได้แล้วก็จะใช้วิธีการทางสถิติวิจัยหาคาตอบออกมา เพื่อให้ได้ผลที่ชัดเจนขึ้นควรนาวิธีการอื่นมาใช้ตรวจสอบอีกครั้ง เช่น การสัมภาษณ์ การสังเกต เป็นต้น
7. การทดสอบทางจิตวิทยา
  แบบทดสอบทางจิตวิทยาเป็นเครื่องมือที่ใช้วัดลักษณะพฤติกรรมที่แอบแฝงอยู่ภายในตัวบุคคลซึ่งเป็นสิ่งที่บุคคลพยามยามปกปิดซ่อนเร้นไว้ จะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม อาทิ การตรวจเช็คระดับสติปัญญา การวัดความถนัดและความสนใจ การตรวจลักษณะของบุคลิกภาพและอารมณ์ ซึ่งในขั้นตอนของการสร้างแบบทดสอบนั้น ต้องผ่านกระบวนการที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้ได้แบบทดสอบที่แม่นตรง



📌📌📌หลังจากอาจารย์สอนเนื้อหาเสร็จและอาจารย์ก็ได้สั่งให้ไปเตรียมตัวและเตรียมงานที่จะนำเสนอในสัปดาห์หน้าค่ะ📌📌📌

การประเมิน
1.ประเมินอาจารย์
อาจารย์ได้อธิบายรายละเอียดได้เข้าใจและอาจารย์ได้อธิบายและยกตัวอย่างให้ฟังค่ะ
2.ประเมินตัวเอง
ดิฉันคิดว่าดิฉันตั้งใจเรียนเพราะว่าวันนี้มีเนื้อหาสำคัญๆค่ะ แต่อาจจะมีพุดคุยกับเพื่อนบ้างค่ะ
3.ประเมินเพื่อน
เพื่อนๆทุกคนตั้งใจฟังที่เพื่อนนำเสนองาน และไม่พูดคุยเสียงดังค่ะ




วันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

บันทึกอนุทินครั้งที่ 4
วันศุกร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ.2563
เวลาเรียน 8:30 น.-11:30 น.
เวลาเข้าสอน 9:00 น. เวลาเลิกเรียน11:30 น.
🧑ว่าที่ ร.ต.กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด อาจารย์บาส🧑

📌ในวันนี้ดิฉัน ลา ค่ะ เนื่องจากติดธุระที่ต่างจังหวัดจึงไม่ได้เข้าเรียนค่ะ📌
🔰🔰
แต่ดิฉันได้ถามเพื่อนๆว่าวันี้อาจารย์ได้สอนอะไรบ้างและสั่งงานอะไรบ้าง
ในวันนี้ออาจารย์ได้สอนเกี่ยวกับเรื่องของสมรรถภาพทั้ง 7 ด้านของเด็กปฐมวัย
และอาจารย์ได้สั่งงานให้ไปทำเป็นการบ้านคือ สรุปเรื่องสมรรถนะทั้ง 7 ด้านลงในกระดาษA3
และนำมาส่งในอาทิตย์หน้า

🙏🙏🙏

บันทึกอนุทินครั้งที่ 15 วันศุกร์ที่  24 เมษายน     พ.ศ.2563 เวลาเรียน 8:30 น.-11:30 น. เวลาเข้าสอน 9:00 น. เวลาเลิกเรียน11:30 น....