🧑ว่าที่ ร.ต.กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด อาจารย์บาส🧑
✅การเรียนการสอนในวันนี้✅
😁วันนี้เริ่มต้นการเรียนการสอนด้วยการพรีเซนต์งาน บทความเกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็กปฐมวัย ซึ่งจะพรีเซนต์ตามลำดับของแต่ละคนจากการส่งงานไล่มาจากลำดับท้ายสุดไปลำดับแรกสุด😁
📌📌📌ซึ่งดิฉันได้นำเสนเป็นคนที่ 8 ค่ะ
หลังจากเพื่อนๆนำเสนอเสร็จแล้วอาจารย์ก็สั่งงานให้สรุปบทคามของเพื่อนจำนวน 5 คน
รวมตัวเองด้วยค่ะ📌📌📌
1. บทความของดิฉันเอง
นางสาวเรวดี แขวงรถ
เรื่อง ลักษณะพฤติกรรม การเล่นของ เด็กปฐมวัย
สรุปได้ดังนี้ค่ะ
เด็กแต่ละวัยจะมีการเล่นที่แตกต่างกันไปตามระดับพัฒนาการและประสบการณ์ที่เด็กได้รับจากสภาพแวดล้อม พฤติกรรมการเล่นของเด็กมีการพัฒนาไปตามลำดับขั้นตอนอย่างต่อเนื่องตามวุฒิภาวะและความพร้อมทั้งร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาของเด็ก
1. พฤติกรรมการเล่นของเด็กวัย 0-1 ปี
เด็กวัยนี้ในช่วงแรกเกิด -3 เดือน จะยังไม่สนใจกับการเล่นมากนัก แต่มักจะเริ่มพัฒนาประสาทสัมผัสการมองเห็นและได้ยิน การแขวนของเล่นที่สดใสที่แกว่งไกวแล้วมีเสียงกรุ๋งกริ๋งช่วยให้เด็กกรอกสายตา ฝึกการมองเห็นและการฟังได้สังเกตความเคลื่อนไหว
นอกจากนี้เด็กจะชอบฟังเสียงของคำและจังหวะกระแทกๆ ของการเน้นคำด้วยเสียงต่ำ การเล่นร้องบทกลอนง่ายๆ
2. พฤติกรรมการเล่นของเด็กวัย 1-2 ปี
เด็กวัยนี้เริ่มเดินได้เองบ้าง แม้จะไม่มั่นคงนัก แต่ก็ชอบเกาะเครื่องเรือนเดินจากที่หนึ่งไปยังอีกทีหนึ่ง ทำให้ได้เรียนรู้ถึงระยะทาง และฝึกการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อต่างๆ
นอกจากนี้ เด็กชอบเล่นน้ำ เล่นทราย เป็นการพัฒนาความรู้สึกในการสัมผัส และการฝึกการใช้กล้ามเนื้อ นิ้วมือ มือ แขน
3. พฤติกรรมการเล่นของเด็กวัย 2-4 ปี
เด็กวัยนี้อยากรู้อยากเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง เด็กเคลื่อนไหวได้คล่องขึ้น และทรงตัวได้ดี เพราะกล้ามเนื้อแขนขาแข็งแรงมากขึ้น ทำให้ชอบเล่นที่ออกแรงมากๆไมว่าจะเป็นวิ่งเล่น กระโดด ปีนป่าย ม้วนกลิ้ง เตะ ขว้างลูกบอล และขี่จักรยานสามล้อ เป็นการฝึกกล้ามเนื้อใหญ่ให้แข็งแรงและเคลื่อนไหว กระฉับกระเฉงขึ้น
นอกจากนี้เด็กสนใจฟังนิทาน เรื่องเล่า และดูหนังสือภาพ ชอบแสดงท่าทางประกอบเรื่องราวต่างๆและเคลื่อนไหวตามจังหวะเสียงเพลง ในช่วงวัยนี้เด็กเริ่มเล่นกับเด็กอื่นมากขึ้นและทำงานเป็นกลุ่มได้
4.พฤติกรรมการเล่นของเด็กวัย 4-6 ปี
เด็กวัยนี้มีความพร้อมในด้านต่างๆ มากขึ้นมีการเคลื่อนไหวของร่างกายคล่องแคล่วขึ้น ชอบเล่นกลางแจ้งกับเครื่องเล่นสนาม และเครื่องเล่นที่มีลูกล้อขับขี่ได้ สามารถเล่นของเล่นที่ใช้มือจับได้ดีขึ้น
ชอบทดสอบทดลองด้วยตนเอง สนใจตัวหนังสือและเขียนชื่อตัวเอง เขียนตัวเลขได้ และรู้จักนับ รู้จักเปรียบเทียบ
2.บทความของ
นางสาว นฤมล ซุ้ยขาว
เรื่อง
วิธีควบคุมอารมณ์เด็กที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง
สรุปได้ดังนี้
1.เกิดจากพฤติกรรมตามวัย ในเด็กเล็กอายุ 2-5 ปี จะยังไม่มีพัฒนาการทางอารมณ์ ขาดการควบคุม เอาแต่ใจตนเอง จึงทำให้เกิดการแสดงออกที่ก้าวร้าวออกมาในบางครั้ง
2. เกิดจากภาวะบกพร่องทางสมองและร่างกาย
มีความผิดปกติในส่วนของสมองที่ส่งผลให้ส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์
ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมที่ก้าวร้าวรุนแรง
3. เกิดจากสภาวะจิตใจ
เกิดได้ทั้งวัยเด็กจนไปถึงวัยรุ่น เนื่องจากมีเรื่องให้กังวล เครียด ด้วยความที่ยังเป็นเด็กทำให้ขาดวุฒิภาวะทางอารมณ์ ทำให้ต้องระบายออกด้วยคำพูดหรือการกระทำที่รุนแรง
4.เกิดจากการเลี้ยงดู
เด็กที่มาจากครอบครัวที่ตามใจ ไม่เคยมีระเบียบวินัยในตนเอง เมื่อต้องมาใช้ชีวิตในสังคมหากต้องปฏิบัติตามกฎก็จะรู้สึกต่อต้าน แสดงออกอย่างรุนแรง คิดว่าตนเองถูกบังคับ
แท้จริงคือถูกตามใจจนเคยตัวนั่นเอง
5.เกิดจากสภาวะแวดล้อมเด็กที่เล่นคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์
หรือโทรทัศน์นานกว่า 2 ชั่วโมงต่อวันจะมีพฤติกรรมเลียนแบบ
6.ก่อนอื่นพ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลต้องใจเย็น เอาน้ำเย็นเข้าลูบ
หากเราอารมณ์ร้อนและก้าวร้าวตอบเด็กจะยิ่งไปกันใหญ่ จากนั้นค่อยเดินเข้าหาด้วยความหนักแน่น ดูเอาจริงเอาจัง หากเขากำลังทำร้ายตนเอง
3.บทความของ
นางสาวกรรณิการ์ แสงสูง
เรื่อง ปัญหาพฤติกรรม และอารมณ์ในเด็ก และแนวทางแก้ไขตามหลักการปรับพฤติกรรมทางด้านจิตวิทยา
สรุปได้ดังนี้
พฤติกรรมก้าวร้าว
1.จับมือเด็กไว้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย เพื่อให้เด็กหยุดทำพฤติกรรม แล้วพาเด็กไปอยู่ในมุมหรือห้องที่เงียบสงบไม่มีของเล่น
2.ไม่ตำหนิ ประชดประชัน ดุด่า เนื่องจากเด็กอาจไม่เข้าใจสิ่งที่ผู้เลี้ยงดูต้องการให้เด็กทำ
3.ไม่ลงโทษรุนแรงเพื่อให้เด็กหยุด เพราะอาจทำให้เกิดความรุนแรงมากขึ้น
4.เมื่อเด็กใช้พฤติกรรมรุนแรงเพื่อเรียกร้องหรือต่อรองให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ อย่าให้ในสิ่งที่ต้องการ ควรหยุดพฤติกรรมโดยจับมือเด็กไว้ เมื่ออารมณ์สงบจึงชวนให้เด็กทำกิจกรรมสร้างสรรค์อื่นๆ
พฤติกรรมแยกตัว ไม่สนใจเล่นกับเพื่อน
1.พาเด็กไปเล่นกับเด็กคนอื่น
2.สอนการเล่นกับเด็กอื่นให้ดู เช่น จับมือหยิบของเล่นแล้วยื่นให้เด็กอื่น แบ่งขนมให้เด็กอื่น
3.พาเด็กไปร่วมกิจกรรมกลุ่มที่มีเด็กวัยเดียวกันอยู่ เช่น ศูนย์เด็กเล็ก สวนสาธารณะ
4.ถ้าเด็กเดินเข้าไปหาเด็กอื่น รีบให้รางวัลเพื่อเป็นสิ่งเสริมแรง
5.ให้ญาติหรือคนใกล้ชิดที่มีช่วงวัยใกล้เคียงกันชวนเด็กไปเล่นบ้าง
อารมณ์ฉุนเฉียว
จับมือเด็กไว้เบาๆ แสดงสีหน้าเรียบเฉย พร้อมบอกเด็กว่า “ลุกขึ้น” ออกแรงดึงเล็กน้อย ถ้าเด็กต้านไม่ควรดึงเด็กขึ้นมา แต่ยังจับมือเด็กไว้
ไม่ควรให้ของที่เด็กต้องการเมื่อเด็กแสดงอารมณ์ฉุนเฉียว ควรให้เมื่อเด็กมีอารมณ์สงบลงแล้ว
พฤติกรรมแยกจากผู้เลี้ยงดูได้ยาก
ให้เด็กเล่นของเล่นหรือกินของที่ชอบตามลำพังหรือเล่นกับคนอื่น จากนั้นผู้เลี้ยงดูค่อยๆ แยกห่างจากเด็ก โดยยังอยู่ในระยะที่เด็กมองเห็น ค่อยๆเพิ่มระยะเวลาของการแยก จาก 1 นาที เป็น 2 นาที และเพิ่มเวลาขึ้นไปเรื่อยๆ
พฤติกรรมซน ไม่อยู่นิ่ง
ลดสิ่งเร้าที่ทำให้เด็กไม่มีสมาธิ เช่น การดูโทรทัศน์ตามลำพัง เนื่องจากภาพในโทรทัศน์เป็นภาพเคลื่อนไหวเร็ว หากจำเป็นต้องดูควรมีผู้เลี้ยงดูคอยแนะนำหรือพูดคุยกับเด็กด้วย
พฤติกรรมไม่สบตา
เรียกชื่อทุกครั้งเมื่อต้องการพูดคุยกับเด็กหรือต้องการให้เด็กละสายตาจากการมองแบบได้จุดหมาย
พฤติกรรมจำกัด ชอบโยกตัว สะบัดมือ
ไม่ด่าทอ ดุว่า ตำหนิ ประชดประชัน หรือลงโทษรุนแรง
เบี่ยงเบนพฤติกรรมโดยให้เด็กทำกิจกรรมที่สร้างสรรค์ เช่น ถ้าเด็กนั่งโยกตัวให้พาไปเล่นชิงช้า ถ้าเด็กชอบสะบัดมือให้ร้อยลูกปัดหรือเล่นลูกบิด

4.บทความของ
นางสาวพลอยไพลิน ขวัญเมือง.
เรื่อง
10 วิธีปรับพฤติกรรมเด็กดื้อเด็กซน
สรุปได้ดังนี้
1. ปรับสิ่งแวดล้อม ผู้เลี้ยงดูควรปรับสิ่งแวดล้อมให้ปลอดภัยสำหรับเด็ก เพื่อเป็นการป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้น และจะได้ไม่ต้องเหนื่อยในการห้ามปรามหรือพูดสั่งเด็กบ่อยๆ ว่า “ไม่” “ทำไม่ได้” “อย่านะ”
2. จัดกิจวัตรประจำวันให้สม่ำเสมอ เช่น จัดตารางการกิน การนอนให้เป็นเวลา เพื่อช่วยให้เด็กปรับตัวได้ง่ายขึ้น ร่วมมือมากขึ้นในการทำกิจวัตรต่างๆ
3. เบี่ยงเบนความสนใจ เป็นวิธีที่ได้ผลดีในเด็กเล็ก เพราะเด็กยังมีความสนใจ หรือสมาธิค่อนข้างสั้น จึงสามารถใช้วิธีเบี่ยงเบนให้เด็กหันไปสนใจอย่างอื่นแทน
4. ชี้แนะ โดยการบอกหรือสอนให้เด็กรู้ว่าอะไรทำได้หรือทำไม่ได้
และหาทางออกให้เด็กรู้ด้วยว่าควรทำอย่างไรแทน
5. ไม่สนใจหรือเพิกเฉย ใช้เพื่อหยุดพฤติกรรมที่ไม่ต้องการ โดยที่พฤติกรรมนั้นต้องไม่เป็นอันตรายต่อตัวเด็กเอง ต่อผู้อื่นหรือสิ่งของ เช่น เมื่อเด็กร้องไห้อาละวาดอยู่ที่พื้นเพราะไม่ได้ดั่งใจ
ไม่ควรตามใจเด็ก ควร ปล่อยให้เด็กร้องไปเรื่อยๆ และทำเป็นไม่สนใจ
6. การให้ได้รับผลตามธรรมชาติและการให้รับผิดชอบผลของการกระทำ จะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนเองต่อไป
7. การเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับเด็ก อย่างที่กล่าวแล้วข้างต้น เด็กวัยนี้ชอบเลียนแบบพฤติกรรมผู้ใหญ่อยู่แล้ว การที่ผู้ใหญ่หรือคนในบ้านแสดงพฤติกรรมที่ดีอย่างสม่ำเสมอ
8. การแยกให้อยู่ตามลำพังชั่วคราว (Time out) ใช้ได้ผลดีในเด็กอายุประมาณ 2-10 ปี
เมื่อเด็กทำพฤติกร
9. การให้แรงเสริมทางบวก คือการให้คำชมเชยผ่านทางคำพูดหรือการแสดงออกทางสีหน้า ท่าทาง เช่น การโอบกอด ลูบศีรษะ
การชมเด็กควรทำด้วยความจริงใจและเจาะจงกับพฤติกรรมที่เด็กทำด้วย
รมไม่เหมาะสม
10. การลงโทษ (Punishment) โดยทั่วไปไม่ควรใช้การลงโทษเป็นวิธีแรกหรือบ่อยๆ เพราะจะทำให้เด็กไม่เข้าใจ เสียความสัมพันธ์ต่อกันได้
5.บทความของ
นางสาววิลาสินี แสงระยับ
เรื่อง พฤติกรรมเลียนแบบของลูก ควรดูแลอย่างใกล้ชิด
สรุปได้ดังนี้
เด็กๆ จะมี พฤติกรรมการเลียนแบบผู้ใหญ่ หรือเลียนแบบเพื่อนและคนรอบตัว เมื่ออายุประมาณ 2-3ขวบ ซึ่งพฤติกรรมเลียนแบบนี้ มีตั้งแต่การเลียนแบบการพูด ท่าทางต่างๆ การเล่น การกิน และทุกๆอย่าง เด็กวัยนี้ยังไม่รู้จักแยกแยะว่าสิ่งไหนดีหรือไม่ดี
พฤติกรรมเลียนแบบ ในบางครั้งมาจากการดูทีวีของลูก คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกรายการที่เหมาะสมให้ลูกดู รายการทีวีบางรายการ มีการใช้ภาษาและภาพที่ไม่เหมาะสมกับเด็ก เด็กอาจจะลอกเลียนแบบได้เพราะเค้ายังไม่สามารถแยกแยะว่าสิ่งไหนถูกหรือผิด
จากคำพูดที่ว่า “เด็ก คือกระจกเงาของผู้ใหญ่” นั้น พฤติกรรมของผู้ใหญ่มีผลกับเด็กอย่างมาก หากผู้ใหญ่ไม่สามารถเป็นตัวอย่างที่ดีได้ เด็กก็จะซึมซับและเลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่ดีนั้น และแสดงออกมาอย่างไม่เหมาะสม ดังนั้น หากต้องการให้ลูกเลียนแบบในสิ่งที่ดี คุณพ่อคุณแม่เองจะต้องทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดี

✅การประเมิน✅
1.ประเมินอาจารย์
อาจารย์ได้อธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมจากบทความที่เพื่อนนำเสนอเพื่อความเข้าใจมากขึ้นค่ะ
2.ประเมินตัวเอง
ดิฉันคิดว่าดิฉันตั้งใจนำเสนองานชิ้นนี้มากๆค่ะ อาจจะมีตื่นเต้นบ้างและพดผิดบ้างเล็กน้อย ครั้งหน้าดิฉันจะทำให้ดีกว่านี้ค่ะ
3.ประเมินเพื่อน
เพื่อนๆทุกคนตั้งใจฟังที่เพื่อนนำเสนองาน และไม่พูดคุยเสียงดังค่ะ
🙏🙏🙏